.:: โรงพยาบาลสารภี อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ::.

ผู้อำนวยการ รพ.สารภี
ผู้อำนวนการ รพ.สารภี
เฟสบุ๊คโรงพยาบาล
โรงพยาบาลในเครือสารภี
มุมวิชาการสารภี
ระบบงานที่เกี่ยวข้อง
แบบสอบถาม (สำหรับเจ้าหน้าที่)
จำนวนผู้เยี่ยมชม

50,953

วันนี้
52
เมื่อวานนี้
96
เดือนนี้
1,657
เดือนที่ผ่านมา
2,547
ปีนี้
18,461
ปีที่ผ่านมา
21,440
ผู้ชมทั้งหมด
50,953
  รายละเอียดข่าวสารสุขภาพ

  ข่าวสารสุขภาพ วันที่ 14 กรกฎาคม 2560
  โดย : ภาคภูมิ ปันสีทอง (แผนงานและสารสนเทศ)



“ทุเรียน”กินพอดี มีประโยชน์








บทความโดย...รศ.ดร.ภญ.นุศราพร เกษสมบูรณ์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ช่วงนี้เป็นฤดูกาลที่มีทุเรียนออกมาจำหน่ายเป็นจำนวนมาก มีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับทุเรียนหลายอย่างที่ทั้งผู้ที่ชอบและไม่ชอบรับประทานทุเรียนควรทราบ

ไทยผลิตและส่งออกทุเรียนรายใหญ่ของโลก ตลาดหลักของไทย คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานว่า ไทยส่งออกในรูปทุเรียนสดประมาณร้อยละ 90 ของการส่งออกทั้งหมด โดยในปี 2555 - 2559 การส่งออกทุเรียนสดและผลิตภัณฑ์ของไทยเพิ่มขึ้นจาก 365,912 ตัน (คิดเป็นทุเรียนสด 371,946 ตัน) มูลค่า 7,167.28 ล้านบาท ในปี 2555 เป็น 394,795 ตัน (คิดเป็นทุเรียนสด 401,359 ตัน) มูลค่า 18,398.00 ล้านบาท ในปี 2559 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.53 และร้อยละ 28.23 ต่อปี ตามลำดับ (http://bit.ly/2tQpCGZ)

 

คุณค่าทางโภชนาการในทุเรียน

ทุเรียนเป็นหนึ่งในผลไม้ยอดนิยมของชาวเอเชีย และมีประโยชน์ในทุกส่วน ตั้งแต่เปลือกจนถึงเมล็ด

• เนื้อทุเรียน ให้พลังงานสูงมาก (ประมาณ 150 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัมของน้ำหนักสด) เนื่องจากมีสารสำคัญทางโภชนาการดังนี้ (http://bit.ly/2uo6nBv)

       o คาร์โบไฮเดรตสูงถึง 27.1±1.6 กรัม ต่อ 100 กรัมของน้ำหนักสด

       o ไขมัน 5.3±0.4 กรัม ต่อ 100 กรัมของน้ำหนักสด

       o เส้นใยอาหาร 3.2±0.3 กรัม ต่อ 100 กรัมของน้ำหนักสด

       o โปรตีน 1.4±0.1 กรัม ต่อ 100 กรัมของน้ำหนักสด

       o กรดไขมันทั้งที่เป็นแบบกรดไขมันอิ่มตัว และกรดไขมันไม่อิ่มตัว

       o เบต้าแคโรทีนและวิตามินอี

       o โปแตสเซียม

       o สารประกอบกำมะถัน ซึ่งทำให้ทุเรียนมีกลิ่นเฉพาะตัว

             • เมล็ดทุเรียน ประกอบด้วย น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว กรดไขมัน และกรดอมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างกาย แต่การบริโภคเมล็ดทุเรียนควรทำให้สุกเสียก่อน (http://bit.ly/2spgGUA)

ประโยชน์ต่อสุขภาพ

             ผลการวิจัยที่ผ่านมาในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง พบว่า

       • ทุเรียนมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (http://bit.ly/2uo6nBv)

       • ทุเรียนมีฤทธิ์ต้านการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง (http://bit.ly/2uo6nBv)

       • เปลือกทุเรียนมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนสูง จึงมีการพัฒนาเป็นแผ่นแปะผิวหนังทดสอบในหนังหมู พบว่า มีคุณสมบัติในการต้านแบคทีเรียและทำให้แผลหายเร็วขึ้น (http://bit.ly/2sM655E)

             ทุเรียนมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์อัลดีไฮด์ดีไฮโดรจีเนส (aldehyde dehydrogenase) จึงไม่ควรรับประทานทุเรียนร่วมกับแอลกอฮอล์ เพราะจะส่งผลให้มีสารอัลดีไฮด์สะสมในร่างกาย ทำให้เกิดอาการหน้าแดง ชา วิงเวียน และ อาเจียน

             ผลการวิจัยในกลุ่มตัวอย่างเพศชายที่มีสุขภาพดี โดยให้บริโภคเนื้อทุเรียน 250 กรัม หรือ 500 กรัม พบว่า การกินทุเรียนไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจ (http://bit.ly/2tPucFl)

             แต่คนที่มีโรคประจำตัว เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และหลอดเลือดหัวใจตีบ ต้องจำกัดการบริโภคทุเรียน เพราะทุเรียนมีคาร์โบไฮเดรทสูง รวมทั้งผู้ป่วยโรคไต เนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้มีโพแทสเซียมสูง ผู้ป่วยโรคไตจะไม่สามารถขับโพแทสเซียมส่วนเกินได้เท่าคนปกติ จะส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้

             กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงได้เตือนให้ระวังการกินทุเรียน ในกลุ่มผู้ป่วยโรคไต เบาหวาน ความดันโลหิตสูงและหลอดเลือดหัวใจตีบ แนะนำให้กินแต่พอดี โดยกินไม่เกิน 1 เม็ดเล็กต่อวัน และไม่ควรกินทุเรียนพร้อมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

             ทุเรียนมีประโยชน์ต่อสุขภาพสูง ถ้าบริโภคอย่างพอดี

 

ที่มา : เว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์



ข่าวสารสุขภาพ อื่นๆ